... แก้ไขเนื้อหาบทความให้อัพเดทขึ้น สืบเนื่องจากสถานการณ์เมื่อคืน ...
ผมนั่งดูการถ่ายทอดสดพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก 2008 แล้วรู้สึกซาบซึ้งจนพาลน้ำตาจะไหลอยู่ตลอดเวลา ภาพของคนนับร้อยนับพันกลางสนามกีฬารังนก ที่กำลังเคลื่อนไหวร่างกายอย่างพร้อมเพรียงกัน ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ภาพถ่ายจากมุมสูงและระยะไกล ทำให้ผู้คนมีขนาดเล็กลงเหมือนมดปลวก พวกเขากำลังตีกลองพร้อมกัน โบกมือโบกไม้พร้อมกัน เดินเรียงแถวกัน และต่อตัวกันเป็นรูปร่างต่างๆ
ในการแสดงชุดหนึ่ง นักแสดงหลายร้อยคนแอบซ่อนอยู่ภายใต้กล่องสี่เหลี่ยมที่เรียงกันเป็นแถวเป็นตอน แล้วขยับกล่องขึ้นลงเพื่อแปรให้เป็นรูปตัวอักษรจีนต่างๆ ในการแสดงอีกชุดหนึ่ง ใช้นักแสดงหลายร้อยคนใส่ชุดแนบเนื้อสีเขียว มายืนเรียงกันเพื่อเป็นฉากให้แสงเลเซอร์สีสันลวดลายต่างๆ สาดส่องลงมาใส่
เราไม่สามารถแยกแยะนักแสดงแต่ละคน เรามองเห็นเพียงภาพรวมของการแสดงทั้งหมด ที่ยิ่งใหญ่อลังการ น่าตื่นตาตื่นใจ หน้าที่ของนักแสดงแต่ละคน เหมือนเป็นเพียงแค่จุด Pixel หนึ่งบนจอภาพขนาดยักษ์
จากมนุษย์ สู่การเป็นจุด Pixel ... มนุษย์จะต้องเสียสละและอุทิศตนเองมากแค่ไหน เพื่อยินยอมที่จะถูกลดทอน แล้วมาร่วมกันสร้างผลรวมที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวตนของตนเอง
นี่คือสุนทรียะแบบหนึ่ง และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผู้ชมการถ่ายทอดสดนับล้านๆ คนจากทั่วโลก รวมถึงตัวผมเอง รู้สึกซาบซึ้งกับมันเหลือเกิน
สื่อมวลชนจากชาติตะวันตกนำเสนอข่าวและบทความวิเคราะห์พิธีเปิดโอลิมปิกครั้งนี้กันอย่างครึกโครม ส่วนใหญ่จะแสดงความรู้สึกอึ้งและทึ่งกับสุนทรียะแบบนี้ เพราะชาวตะวันตกไม่ค่อยคุ้นเคยและไม่ได้มีแนวความคิดแบบนี้
คอลัมนิสต์คนหนึ่งของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ส เขียนบทความวิเคราะห์การแสดงในพิธีเปิดโอลิมปิกครั้งนี้ ว่าสะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดแบบ Collectivism ของชาวตะวันออก ในขณะที่ชาวตะวันตก โดยเฉพาะคนอเมริกัน มีความคิดแบบ Individualism ซึ่งแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
Collectivism เป็นความคิดที่เชิดชูการรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม ในขณะที่ Individualism เป็นความคิดที่เชิดชูตัวปัจเจกบุคคล
เขายกตัวอย่างว่า ถ้าให้คนจีนกับคนอเมริกันไปยืนดูตู้ปลาขนาดใหญ่ตู้หนึ่ง แล้วบรรยายออกมาว่าเขาเห็นอะไรบ้าง คนอเมริกันจะบรรยายถึงปลาตัวที่ใหญ่ที่สุดในตู้ ว่ากำลังว่ายวนไปมาอย่างไร ในขณะที่คนจีนจะบรรยายถึงปลาทั้งตู้ว่ากำลังว่ายวนไปมาเป็นฝูง
หรือถ้าจะให้คนจีนกับคนอเมริกันมองหาความสัมพันธ์ระหว่างของ 3 สิ่ง คือ ไก่ วัว และหญ้าแห้ง คนอเมริกันจะบอกว่าไก่กับวัวสัมพันธ์กัน เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน ในขณะที่คนจีนจะบอกว่าวัวกับหญ้าแห้งสัมพันธ์กัน เพราะวัวกินหญ้าแห้งเป็นอาหาร นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความคิดหมกมุ่นในการจัดหมวดหมู่แยกแยะแบบตะวันตก กับความคิดเป็นกระบวนการต่อเนื่องแบบตะวันออก
ผมไม่แน่ใจว่าเราสามารถแบ่งแยกความคิดในหัวของชาวตะวันตกกับตะวันออก ได้ชัดเจนแบบที่เขาเขียนไว้ในบทความนี้จริงหรือเปล่า แต่ก็พอจะได้ไอเดียเล็กน้อย เพื่อนำมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกันอยู่ ว่ามีลักษณะและความเป็นไปตามบทควาามนี้ไม่มากก็น้อย
อย่างเช่นเพลง Greatest Love of All เพลงเก่าเมื่อ 20 ปีกว่าก่อน ของ วิทนีย์ ฮูสตัน เมื่อตอนเด็กๆ ผมก็ฟังเพลงนี้แบบผ่านๆ ไม่ได้สนใจในเนื้อหาภายในเนื้อเพลง จนเพิ่งมาลองเปิดฟังใหม่ แล้วก็รู้สึกทึ่งกับอย่างมาก
เพลงนี้พูดถึงความเป็นปัจเจกชนนิยม และบอกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือความรักในตนเอง! ฟังดูแล้วเหมือนเป็นคำประกาศที่สุดอหังการ ประมาณว่าดิฉันเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีใครเป็นฮีโร่ของฉัน และฉันไม่เคยอยู่ใต้การครอบงำของใคร จะสุขหรือทุกข์ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวเอง ผลปรากฏว่าเพลงนี้ฮิตติดอันดับบิลบอร์ดชาร์ทนานหลายสัปดาห์ ยอดขายเทปและซิงเกิ้ลพุ่งกระฉูดเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการเพลงอเมริกา
ลองเปรียบเทียบกับเพลงไทย "ของขวัญจากก้อนดิน" ที่ร้องโดยพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เพลงนี้พูดถึงอีกสุดขั้วหนึ่งของความคิด ว่าเราแต่ละคนนั้นอ่อนด้อย ไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะดำเนินชีวิตไปแบบไร้สาระ ไร้จุดหมาย เหมือนกับเศษดินที่ไหลลอยเฉื่อยแฉะเละเทะไปตามน้ำ ความดีงามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามาอยู่รวมกัน โดยต้องอาศัยพลังจากภายนอกตัวเรา พลังที่ว่านี้ก็ได้แก่สถาบันหรืออุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่และอยู่เหนือเราขึ้นไป โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงเราทุกคนเอาไว้ เพื่อจะได้ร่วมกันทำอะไรที่ดีงามขึ้นมาได้
เพลง Greatest Love of All ฟังแล้วฮึกเหิม มีกำลังใจ และตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง ในขณะที่เพลง ของขวัญจากก้อนดิน ฟังแล้วอ่อนน้อม ซาบซึ้งใจ และสำนึกรู้คุณต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา
ผมคิดว่าทั้งวิทนีย์ ฮูสตัน และทั้งพี่เบิร์ดของเรา ต่างก็ถูกและผิดกันคนละมุม ทั้ง Individualism และ Collectivism ต่างก็เป็นแนวคิดที่มีข้อดีข้อเสีย ขึ้นอยู่กับการเลือกนำไปใช้งาน
หลังจากวันพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก แม่ก็โทรศัพท์มาหา และถามผมว่าได้ดูการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือเปล่า ฟังดูน้ำเสียงของแม่จะมีความภาคภูมิใจในเชื้อสายจีนของบ้านเราอย่างมาก แม่บอกว่าประเทศจีนยิ่งใหญ่ได้อย่างในทุกวันนี้ ก็เพราะพวกคอมมิวนิสต์คอยควบคุมคนจีนให้ทำงานหนัก และกินอยู่อย่างเสมอภาคกัน เพียงแต่คนรุ่นอากงอาม่าของเราทนมีชีวิตแบบนั้นไม่ไหว เลยอพยพหนีมาอยู่เมืองไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี เมื่อมองย้อนกลับไปดูประเทศจีนในทุกวันนี้แล้ว ได้เห็นภาพการแสดงในพิธีเปิดคราวนี้ แม่ก็รู้สึกทึ่งและคิดว่าที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น พวกคอมมิวนิสต์ทำถูกต้องแล้ว
ผมก็เออๆ ออๆ ตามแม่ไป และในใจก็คิดไปถึงภาพจากดีวีดีหนังเก่าๆ เรื่อง The East is Red ซึ่งเคยซื้อติดมือกลับมาจากตอนที่ไปเที่ยวเสิ่นเจิ้นเมื่อหลายปีก่อน มันเป็นอุปรากรที่ถ่ายทำเป็นหนังเพื่อ Propaganda อุดมการณ์ของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนสมัยเมื่อ 40-50 ปีก่อน
นักแสดงนับร้อยคนสวมชุดยูนิฟอร์มสีเทาๆ ทึมๆ ยืนเรียงแถว ร้องเพลงปลุกใจประสานเสียงกัน โบกไม้โบกมือพร้อมกัน สายตาของทุกคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับพวกเขากำลังมองตรงไปยังอุดมคติบางอย่าง หรืออาจจะมองเห็นหน้าท่านประธานเหมาลอยอยู่ตรงนั้น
ภาพในหนังเรื่องนี้ ช่างเหมือนกับภาพที่เห็นในพิธีเปิดงานโอลิมปิกเสียจริงๆ ผิดกันเพียงแต่ว่าภาพในหนังนั้นดูเก่าคร่ำคร่า เคร่งเครียด เอาจริงเอาจัง แต่ภาพในพิธีเปิดโอลิมปิกดูสนุกสนาน มีความสุขเบิกบาน แสดงให้เห็นว่าความคิดแบบ Collectivism ในจีนก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และแต่งหน้าทาปากให้ดูสวยงาม น่าดึงดูดใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าชาวตะวันตกที่เป็นพวกนักสิทธิมนุษยชนและนักประชาธิปไตย มาได้ยินคำพูดของแม่ คงต้องเถียงกันคอเป็นเอ็นแน่นอน เพราะเขาเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี จะทำให้ประชาชนมีความสุขมากกว่า และประเทศเจริญรุดหน้าได้รวดเร็วกว่า
ระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยม ได้ผลในประเทศทางตะวันตก ก็เพราะเขามีความเป็น Individualism ประชาชนแต่ละคน มีความเป็นปัจเจกชนที่สามารถตัดสินใจด้วยเหตุและผล
ผลการกาบัตรลงคะแนนเลือกตั้งของปัจเจกชนที่ใช้เหตุผล และผลของการตัดสินใจและลงมือทำงานเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของแต่ละปัจเจกชน เมื่อรวมกันแล้วจะเป็นพลังขับดันเศรษฐกิจและการเมืองให้รุดหน้าไปได้เองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องรอให้ผู้มีอำนาจจากเบื้องบนมาคอยควบคุมสั่งการ
บางทีนะ ... ผมคิดว่าสังคมที่มีความคิดแบบ Individualism อาจจะถูกจริตกับประชาธิปไตยและทุนนิยม มากกว่าสังคมที่มีความคิดแบบ Collectivism ความพยายามจะเป็นประชาธิปไตยมานานหลายสิบปี และวิกฤตการณ์ทางด้านการเมืองของไทยในปัจจุบัน อาจจะเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นประเด็นนี้ได้
ผลการกาบัตรลงคะแนนเลือกในตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้เลย เพราะมันไม่ได้เป็นผลรวมของปัจเจกชนที่ใช้เหตุและผล เพียงแค่ 4 วินาทีที่เราแต่ละคนไปยืนอยู่ภายในคูหาเลือกตั้ง เพียงแค่ 4 วินาทีที่เราจะได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เราก็ยังไม่มีความสามารถใช้มันอย่างมีค่า
การเมืองของไทยจึงมีแนวโน้มที่จะเดินเข้าสู่วิกฤตการณ์ตลอดเวลา วิธีการแก้ไขวิกฤตแต่ละครั้งของเรา จึงกลายเป็นการออกมารวมตัวเดินขบวน ประท้วง นั่งม็อบกันอย่างเรื้อรังยาวนาน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ยกพวกตีกัน แล้วสุดท้ายเราก็ต้องยอมยกอำนาจของเราไปให้ใครสักคนเข้ามาจัดการแทน
บางทีนะ ... นั่นเป็นเพราะเนื้อแท้ของคนไทยเราเป็น Collectivism และเรารู้สึกอุ่นใจกว่า เมื่อได้ลดทอนตัวเองไปเป็นจุด Pixel ของจอภาพขนาดยักษ์ หรือเป็นเศษดินที่ไหลไปอยู่รวมกันโดยมีอำนาจจากเบื้องบนสั่งการลงมา
เราแต่ละคนอาจจะมีแสงสว่างในตัวเอง อย่างที่นักเขียนรุ่นพี่คนหนึ่งว่าไว้ แต่ผมคิดว่าลึกๆ แล้ว เราไม่ได้อยากจะนำแสงนี้ออกมาสาดส่องให้สว่างไสวหรอก เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นเพียงแค่ Pixel หนึ่งของจอภาพขนาดใหญ่ รอให้ผู้ที่อยู่เหนือกว่า สาดแสงเลเซอร์สีสันลวดลายสวยงามลงมาบนตัวของเรา เราอยากเป็นเหมือนกับนักแสดงในสนามรังนก ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกของจีน ที่พวกเรานั่งดูไป น้ำตาก็คลอไป ด้วยความซาบซึ้ง
ในพิธีปิดกีฬาโอลิมปิก 2008 มีช่วงการส่งมอบการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งถัดไปให้ประเทศอังกฤษ โดยทางอังกฤษก็จัดการแสดงมาร่วมฉลองด้วย เป็นการแสดงเล็กๆ ง่ายๆ สั้นๆ เพียงไม่กี่นาที
การแสดงของอังกฤษใช้นักแสดงเพียงไม่กี่สิบคน แต่ละคนมีบุคลิกชัดเจน บางคนเป็นนักธุรกิจ บางคนเป็นสาวสวยแต่งตัวเปรี้ยว บางคนเป็นวัยรุ่นรื่นเริง ฯลฯ แต่ละคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแตกต่างกัน หลากสีสันและสไตล์ เต้นไปด้วยท่วงท่าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จุดสุดยอดหรือไคลแมกซ์ของการแสดงชุดนี้ คือนำเสนอจุดสุดยอดของความคิดแบบ Individualism โดยนำ เดวิด เบคแฮม มาเป็นศูนย์กลางของการแสดง เป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจของผู้ชมทั้งโลก
ปัจเจกบุคคลเมื่อถูกยกระดับกลายเป็น Celebrity เขาได้ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา จนกลายเป็นดาว เป็นดารา และเป็นเทพเจ้าลูกหนังสำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก
น่าแปลกใจ ที่ผมนั่งดูการแสดงของประเทศอังกฤษ แล้วไม่รู้สึกอิน ไม่รู้สึกประทับใจไปกับมันเลย ความเป็น Celebrity อย่าง เดวิด เบคแฮม นั้นอยู่สูงและไกลเกินกว่าจะฝันถึง อีกทั้งนักแสดงหลากหลายที่เต้นแตกต่างกันไป ก็ดูสับสน ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ
หลังจากคืนวันพิธีปิดกีฬาโอลิมปิกไปเพียง 2 วัน ผมนั่งดูการถ่ายทอดสดข่าวม็อบพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนพลเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล ผู้เข้าร่วมการชุมนุมแต่ละคนใส่เสื้อสีเหลือง โพกหัวด้วยผ้าเหลืองกู้ชาติ โบกไม้โบกมือ โห่ร้องไปตามสัญญาณที่ผู้นำม็อบบนเวทีสั่งลงมา
"พี่น้องครับ! เหนื่อยมั้ย?"
"ไม่เหนื่อย!"
"พี่น้องครับ! เมื่อยมั้ย?"
"ไม่เมื่อย!"
"พี่น้องครับ! เราจะปักหลักอยู่ด้วยกันที่นี่ไปจนกว่าเราจะได้รับชัยชนะใช่มั้ยครับพี่น้อง!"
"ช่าย!!! ... เฮ!!!"
หลังจากคืนวันยึดทำเนียบไปอีกเพียงไม่ถึงอาทิตย์ ผมนั่งดูข่าวการถ่ายทอดสดม็อบต้านม็อบ กลุ่มคนใส่เสื้อสีแดงเคลื่อนพลจากสนามหลวง มาปะทะกับกลุ่มคนใส่เสื้อสีเหลืองที่อยู่ตรงสะพานมัฆวานฯ
ภาพของ Pixel สีเหลืองกับ Pixel สีแดง วิ่งไล่ฆ่าแกงกันกลางถนนราชดำเนิน ทำให้ผมพาลน้ำตาจะไหลได้เช่นกัน แต่ไม่ใช่เพราะความซาบซึ้งประทับใจเหมือนตอนที่ดูพิธีเปิดโอลิมปิก 2008 หรอก
จากการเป็นคนไทยด้วยกัน สู่การกลายเป็นจุด Pixel 2 สีที่แตกต่างกัน คนเหล่านี้ต่างฝ่ายต่างยินยอมที่จะถูกลดทอนความคน แล้วมาฆ่าแกงกัน
...
หมายเหตุ
- บทความ Harmony and the Dream โดย David Brooks หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ 11 สิงหาคม 2008 ในเว็บไซต์ http://www.nytimes.com/2008/08/12/opinion/12brooks.html
- หนังเรื่อง The East Is Red หรือ Dongfang hong อ่านข้อมูลอย่างละเอียดได้จาก http://us.imdb.com/title/tt0431729/
- เนื้อเพลง Greatest Love of All และ ของขวัญจากก้อนดิน อ่านได้จาก http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2007/08/greatest-love-of-all.html
...