|
ลุ้นบอร์ดไฟเขียว"กสท"ผนึกฮัทชิสัน ลุยมือถือCDMAทั่วปท.หลังกฤษฎีกาเปิดทางโอนหุ้น |
|
|
|
|
จันทร์, 26 พฤษภาคม 2008 |
ลุ้นตัวโก่งวัดใจบอร์ดใหม่กสทฯ ไฟเขียวผนึกยักษ์ "ฮัทชิสันฯ" เดินหน้า "ซีดีเอ็มเอ" ทั่วประเทศ หลังกฤษฎีกาตีความ "เอ็มโอยู" ปรับปรุงรูปแบบธุรกิจไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯเปิดทาง "โอนหุ้น-เปลี่ยนสถานะ" "ฮัทช์" เป็น "MVNO" รุกตลาดทั่วประเทศ เชื่อหลังเจรจาสัดส่วนหุ้น และตกลงอัพเกรดโครงข่าย 25 จังหวัดเสร็จ พร้อมชง ครม.เดินหน้าฉลุย ตั้งเป้าสิ้นปีนี้ "ฮัทช์-แคทซีดีเอ็มเอ" โกยลูกค้าแตะ 1 ล้านราย ปี 2555 ถึง 6 ล้านราย
แหล่งข่าวระดับสูงจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการปรับปรุงรูปแบบธุรกิจสำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ ระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม กับกลุ่มบริษัทฮัทชิสัน ฮ่องกง บริษัทแม่ของบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (ฮัทช์) ออกมาเรียบร้อยแล้วสรุปว่า การเซ็นบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจาธุรกิจร่วมกันของทั้งคู่เมื่อ 31 ต.ค.2550 ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535
ทั้งนี้ ตามข้อตกลงดังกล่าว กสทฯต้องการให้บริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดบริการซีดีเอ็มเอ โดยไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง (Mobile Virtual Network Operator : MVNO) แต่เช่าใช้โครงข่ายจาก กสทฯ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงข่ายซีดีเอ็มเอ 76 จังหวัด ให้บริการทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อทางการค้าเพียงชื่อเดียว ไม่ถือว่า กสทฯเข้าร่วมการงานกับฮัทชิสันฯ แต่มีลักษณะเป็นการขายส่งบริการ ตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า เนื่องจากเป็นการปรับปรุงรูปแบบธุรกิจภายใต้สัญญาทำการตลาดบริการซีดีเอ็มเอเดิม ซึ่ง กสทฯยอมรับว่าอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ แต่ยังไม่เคยปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวจึงควรเสนอโครงการดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามขั้นตอน พ.ร.บ.
โดยให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นตามมาตรา 13 เพื่อพิจารณาเงื่อนไขสำคัญในสัญญา แต่ไม่ต้องประกาศเชิญชวนให้เอกชนเข้าร่วมงาน เพราะมีคู่สัญญาเดิมอยู่แล้ว จากนั้นจึงส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ส่งให้ ครม.พิจารณาต่อไป
สำหรับรูปแบบธุรกิจที่ กสทฯต้องการปรับปรุง และทำบันทึกความเข้าใจกับกลุ่มบริษัทฮัทชิสัน ฮ่องกง บริษัทแม่ของฮัทชิสัน ไวร์เลส มัลติมีเดีย โฮลดิ้งส์ นั้น จะให้บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทร่วมลงทุนระหว่าง กสทฯกับบริษัท ฮัทชิสันฯเพื่อให้ดำเนินการจัดหา และติดตั้งอุปกรณ์โครงข่ายเพิ่มเติมสำหรับให้บริการใน 25 จังหวัดภาคกลาง โอน โครงข่ายในพื้นที่ดังกล่าวให้ กสทฯ
โดยบีเอฟเคทีต้องชำระหนี้ และปลดภาระผูกพันทั้งหมดให้เสร็จก่อน เพื่อให้ กสทฯเป็นเจ้าของโครงข่าย และบริหารจัดการโครงข่ายเพื่อให้บริการซีดีเอ็มเอได้ทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หลังจากฮัทชิสันฯชำระหนี้ และล้างผลขาดทุนสะสมทั้งหมดแล้วก่อนเช่าใช้โครงข่ายจาก กสทฯ เพื่อให้บริการทั่วประเทศ และ กสทฯจะมีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาโครงข่ายเท่านั้น
ด้านนายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม ยอมรับกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้รับผลการตีความจากกฤษฎีกาแล้ว ซึ่ง กสทฯจะต้องรายงานผลการตีความดังกล่าวให้บอร์ด กสทฯรับทราบต่อไป ซึ่งตนเชื่อว่าบอร์ดพร้อมที่จะสนับสนุนให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้ โดยก่อนหน้านี้บอร์ดเคยสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง และได้ให้ไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมมารายงานด้วย
แหล่งข่าวระดับสูงจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม แสดงความเห็นว่า บอร์ดชุดใหม่ยังไม่เห็นแผนการปรับปรุงบริการ ซีดีเอ็มเอ ซึ่งเป็นแผนตามมติของบอร์ดชุดเดิม ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าจะเห็นด้วยกับแผนดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการปรับปรุงแผนกันใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกัน บอร์ดใหม่ยังได้มอบหมายให้ น.ส.ดวงพร เติมวัฒนะ (อดีตซีเอฟโอ กสทฯ) ในฐานะที่ปรึกษาการเงินของบอร์ด เข้ามาดูรายละเอียดของแผนปรับปรุงรูปแบบการให้บริการดังกล่าวด้วย จึงยิ่งไม่แน่ใจว่าบอร์ดชุดใหม่จะเห็นด้วยกับการปรับปรุงหรือไม่
"คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะได้ข้อสรุปว่าซีดีเอ็มเอจะเดินหน้าต่อไปยังไง แม้การปรับปรุงแผนธุรกิจในครั้งนี้ กสทฯจะไม่ต้องลงเงินเพิ่มแต่อย่างใด แต่จะลดค่าใช้จ่ายในหมวดค่าตอบแทนการทำตลาดที่ต้องจ่ายให้ฮัทชิสัน ซีเอทีฯ ลงจากที่ประมาณการปีนี้ไว้ที่ 3,900 ล้านบาท ค่าจ้างบริหารระบบโครงข่ายซีดีเอ็มอีก 3,500 ล้านบาท"
นอกจากนี้ ยังต้องเจรจากับฮัทชิสันฯในรายละเอียดเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง กสทฯกับฮัทชิสันฯด้วยว่า ยังเป็น 49 กับ 51 หรือไม่ หลังได้ข้อสรุปว่าจะไม่มีสถาบันการเงินเข้ามาถือหุ้นแล้ว รวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับการโอนโครงข่ายซีดีเอ็มเอให้ กสทฯว่า ฮัทชิสันฯต้องปรับปรุงโครงข่ายใน 25 จังหวัดให้เป็นซีดีเอ็มเอ 2000-1x EVDO ทั้งหมดก่อนโอนให้ กสทฯด้วย
ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังตกลงกันไม่ได้ โดย กสทฯมองว่าควรต้องปรับปรุงให้เสร็จก่อนรับโอน แต่ฮัทชิสันฯมองว่า เมื่อจะโอนให้อยู่แล้ว กสทฯควรเป็นผู้ลงทุนปรับปรุงโครงข่ายดังกล่าวเอง
"ทั้งหมดนี้ต้องคุยรายละเอียดกับฮัทชิสันฯอีกครั้ง เพื่อให้ฮัทช์เสนอให้บอร์ดบริษัทของตนพิจารณาอีกครั้ง หากตกลงกันได้ก็จะนำเสนอให้บอร์ด กสทฯพิจารณา และเสนอให้รัฐมนตรีไอซีที และ ครม. พิจารณาเห็นชอบเพื่อเดินหน้าโครงการต่อ ในระหว่างนี้ กสทฯจึงต้องเดินหน้าให้บริการซีดีเอ็มเอส่วนภูมิภาค ภายใต้ชื่อ CAT CDMA ต่อไปก่อน"
แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวต่อว่า ต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยัง กทช.ว่า บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอทีฯ ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ผลการตีความของกฤษฎีกาออกมาพอดี จึงเชื่อว่าเอไอเอสอาจกำลังพยายามใช้ประโยชน์จากการตีความที่ว่า สัญญาระหว่างฮัทช์กับ กสทฯ ยังไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และยังไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานฯ จึงอ้างว่าฮัทช์ไม่มีตัวตน ไม่มีอำนาจกล่าวหา และฟ้องเอไอเอสว่า ปิดกั้นสัญญาณ
อย่างไรก็ตาม กสทฯมั่นใจว่าการตีความจะไม่บานปลาย เพราะถึงอย่างไร กสทฯก็มีใบอนุญาตให้บริการ และใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จที่ฮัทช์ออกให้ลูกค้าก็ระบุชื่อ กสทฯด้วยทุกครั้ง เท่ากับ กสทฯเป็นผู้จ้างให้ฮัทช์บริการลูกค้าแทน
สำหรับรายได้จากค่าบริการวิทยุคมนาคม และโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2550 ก่อนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินรับรอง กสทฯมีรายได้จากการให้บริการซีดีเอ็มเอภายใต้แบรนด์ "ฮัทช์" จำนวน 1,899.18 ล้านบาท และแบรนด์ "CAT CDMA" 143.35 ล้านบาท ขณะที่แผนการลงทุน ปี 2552 ของ กสทฯระบุว่า จะมีแผนให้บริการซีดีเอ็มเอภายใต้แบรนด์เดียวทั่วประเทศ
โดยเริ่มดำเนินการในปี 2551 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2552 และตั้งเป้าหมายรายได้ซีดีเอ็มเอส่วนกลาง ปี 2551 ไว้ที่ 5,989.03 ล้านบาท จากลูกค้า 946,749 ราย มีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายเดือนละ 430 บาท ส่วนเป้าหมายในส่วนภูมิภาค ปี 2551 มีรายได้ 595 ล้านบาท จากผู้ใช้ 180,000 ราย รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย 430 บาทต่อเดือน และในปี 2555 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เป็น 3,094 ล้านบาท มีฐานลูกค้า 6 ล้านเลขหมาย รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย 500 บาท รวมถึงมีแผนลงทุนโครงข่ายระหว่างปี 2552-2553 ใช้งบฯทั้งสิ้น 3,250 ล้านบาท
|