นโยบายเศรษฐกิจแบบทักษิณ เน้นการกระตุ้นการใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยการกู้เงิน การออกพันธบัตร (เอาเงินอนาคตของลูกหลานมาใช้) การขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ และการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ (ให้ธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการนเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการส่งออกและสั่งเข้า ฯลฯ ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น) การเร่งรัดการเปิดเสรีการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศ บวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในรอบ 4-5ปีช่วงที่คุณทักษิณขึ้นมาเป็นรัฐบาลพอดี จึงกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตได้ราวปีละ 4-5%
แต่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นการเติบโตเฉพาะส่วน เช่น ภาคอุตสาหกรรม การค้า บริการ การส่งออก ส่งเข้า ที่คนบางกลุ่มได้กำไรสูงมาก เศรษฐกิจโต 4-5% ไม่ได้แปลว่าทุกคนรวยขึ้น 4-5% เท่ากัน ที่เศรษฐกิจโตได้ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ มอเตอร์ไซต์ โทรศัพท์มือถือ เหล้า เบียร์ ฯลฯ ของคนรวย คนชั้นกลาง ประชาชนที่เป็นหนี้ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ และส่วนหนึ่งมาจากกำไร การขยายการลงทุนและการบริโภคของนายทุนขนาดใหญ่ขนาดกลาง โดยเฉพาะกลุ่มรัฐบาลและพรรคพวก กลุ่มส่งออก สั่งเข้า และกลุ่มที่ขายสินค้าและบริการให้คนรวยคนชั้นกลางที่มีอำนาจการซื้อ เช่น บ้านราคาสูง รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านอาหาร และสถานบันเทิง เหล้าเบียร์ ฯลฯ
แต่ภาคเกษตรที่คนไทยส่วนใหญ่ดำรงชีพอยู่นั้น มีการเติบโตที่ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการมาก (บางกลุ่มเช่น ชาวสวนยางอาจขายได้สูงขึ้นตามราคาตลาดโลก ไม่เกี่ยวกับฝีมือทักษิณ แต่ภาคชาวนา ชาวไร่ส่วนใหญ่ไม่ได้ดีขึ้น) เศรษฐกิจที่เติบโตมีการกระจายไปสู่พนักงานและคนงานในภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการ และเพิ่มการจ้างงานบ้าง แต่พนักงานและคนงานระดับล่างได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่นายทุนและชนชั้นกลางได้รับมาก
เติบโต แต่คนส่วนน้อยร่ำรวยขึ้น และเป็นการเติบโตแบบฉาบฉวยที่อยู่ได้สั้นๆ
นอกจากนี้แล้ว ที่ว่าเศรษฐกิจดีหรือเศรษฐกิจเติบโตนั้น ยังมีส่วนสำคัญมาจากการที่รัฐบาลใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกราว 10 ตระกูล ทำกำไรกันได้หลายแสนล้านบาทในช่วง 5-6 ปี มีการขายหุ้นธนาคารและธุรกิจขนาดใหญ่ให้ต่างชาติและทุนขนาดใหญ่มากขึ้น ประเทศเริ่มกลับมาขาดดุลการค้า เพราะโครงสร้างสินค้าส่งออกแบบประกอบชิ้นส่วน เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ทำให้ยิ่งส่งออกได้มาก ก็ต้องสั่งเข้าวัตถุดิบ น้ำมัน เครื่องจักร ฯลฯ มากเป็นเงาตามตัว การที่เศรษฐกิจเติบโตบางส่วนแบบฉาบฉวยเช่นนี้ ทำให้คนส่วนน้อยรวยขึ้น คนส่วนใหญ่จนลง ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น
รัฐบาลก็ยังเป็นหนี้มาก แต่ที่รัฐบาลทักษิณคุยว่าใช้หนี้กองทุนระหว่างประเทศ IMF ได้เพราะพวกเขาเปลี่ยนจากการกู้หนี้ต่างประเทศมาเป็นการกู้หนี้ภายในประเทศ หรือการออกพันธบัตรกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์และประชาชนในประเทศแทน เนื่องจากเงินในธนาคารในประเทศ (ของคนรวยและคนชั้นกลาง) มีอยู่มาก และอัตราดอกเบี้ยลดลง
ในยุคทักษิณ คนว่างงานและคนทำงานต่ำกว่าระดับ (ทำงานบางเวลาหรือได้ค่าจ่างต่ำกว่าวุฒิ) ทั่วประเทศ ยังคงมีสัดส่วนสูง คนที่มีงานทำส่วนใหญ่ก็ได้ค่าตอบแทนต่ำ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพราะเศรษฐกิจยุคทักษิณผูกพันกับการใช้น้ำมัน ผูกพันกับการบริโภค สินค้าสั่งเข้าที่มีราคาเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดเป็นสัดส่วนสูง ทำให้รายได้ที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างแท้จริง (รายได้ที่หักอัตราเงินเฟ้อหรือสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นแล้ว) ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น และประชาชนส่วนใหญ่กลับเป็นหนี้เพิ่มในอัตราสูงกว่าการเพิ่มของรายได้
การเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคทักษิณ ยังได้มาด้วยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และขายทรัพย์สมบัติของชาติ (เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย) ให้เป็นของเอกชนส่วนน้อย นโยบายการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ก็คือการแปลงทรัพยากรให้ไปจดจำนองเป็นหนี้นายธนาคารได้ และจริงๆแล้วก็คือการแปลงทุกอย่างให้เป็นสินค้า เน้นแต่เรื่องการค้าหากำไรและการบริโภคของเอกชนแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา นักการเมืองหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตน และยังเลี่ยงการเสียภาษีให้รัฐอย่างสุดๆ
ดังนั้นที่เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 4-5% จึงเป็นการเติบโตที่แลกมาด้วยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม วิถีชีวิต จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงามของประชาชน เพื่อสังเวยการหากำไรสูงสุดเอกชน ซึ่งคือคนส่วนน้อยที่ได้เปรียบเท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ได้ส่วนแบ่งที่น้อยและไม่เป็นธรรม และหากมองในแง่ต้นทุนทางสังคมด้วยแล้ว ประชาชนและประเทศชาติในยุคทักษิณขาดทุนทางสังคมอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใด
ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
ก้ามข้ามระบอบทักษิณ สู่เส้นทางปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ. - - กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2550.
ISBN 978-974-8003-90-0